จัดทำบทความโดย นายสมรรถพล ปุญญาอิศวะ เลขทะเบียน 4902100030
โบรกคาดหุ้นโยงกัมพูชากระทบกำไรไม่ถึง1%
ราคาหุ้น 5 บจ.ที่ทำธุรกิจในกัมพูชาไม่กระเทือน ราคารูดไม่แรง น้ำตาลขอนแก่นแชมป์ทรุด 2.99%ขณะที่ปูนใหญ่-รพ.กรุงเทพ-ไทยคม-สามารถ อ่อนตัวเล็กน้อย ด้านโบรกเกอร์ประเมิน การส่งออกซีเมนต์ น้ำตาล และน้ำมันสำเร็จรูป อาจได้รับผลกระทบมากที่สุด เหตุมูลค่าส่งออกไปกัมพูชาคิดเป็น 1.04%ของการส่งออกทั้งหมด แต่จะมีผลต่อกำไรปี 53แห่งละไม่เกิน 1%
สำรวจความเคลื่อนไหวราคาหุ้นบริษัทที่ทำธุรกิจในประเทศกัมพูชา หลังเกิดความขัดแย้งระหว่างกัมพูชากับไทย ส่วนใหญ่ราคาหุ้นไม่ได้มีผลต่อข่าวเท่าใด โดยบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ราคาหุ้นยังปรับตัวในแดนบวก บริษัทน้ำตาลขอนแก่น ที่ลงทุนเพาะปลุกอ้อยและโรงงานน้ำตาลในเกาะกง ราคาลดลงเล็กน้อย เช่นเดียวกับบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ บริษัทไทยคม และบริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น
นักวิเคราะห์ บล.พัฒนสิน กล่าวว่า ผลกระทบจากกรณีดังกล่าวจะมีผลจำกัดต่อเศรษฐกิจไทย และธุรกิจของบริษัทไทย เนื่องจากไทยมีมูลค่าการค้ากับกัมพูชาต่ำ โดยมีมูลค่าส่งออกไปกัมพูชาเพียง 1.04% ของมูลค่าการส่งออก
ขณะที่ไทยมีการนำเข้าจากกัมพูชาเพียง 0.05% ของการนำเข้าทั้งหมด และบริษัทไทยมีการลงทุนในกัมพูชาไม่มาก
สำหรับผลกระทบต่อการค้าไม่รุนแรงในกรณีสถานการณ์แย่ลง ซึ่งไทยไม่ใช่ตลาดส่งออกสำคัญแต่เป็นแหล่งนำเข้าสำคัญของกัมพูชา ในปีช่วง 2 ปีก่อน มูลค่าการค้าของกัมพูชาอยู่ที่ 7.78 พันล้านดอลลาร์ นำเข้า 4.42 พันล้านดอลลาร์, ส่งออก 3.36 พันล้านดอลลาร์ ตลาดหลักของสินค้าส่งออกของกัมพูชา 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐ 60.8%, แคนาดา 6.32% และอังกฤษ 4.72% ในขณะที่ไทยเป็นตลาดส่งออกลำดับที่ 16 อยู่ที่ 0.41% ในขณะเดียวกันประเทศที่เป็นแหล่งนำเข้าสินค้าของกัมพูชา ได้แก่ เวียดนาม 22.35%, ไทย 15.25% และไต้หวัน 7.62%
ทั้งนี้ การส่งออกซีเมนต์ น้ำตาล และน้ำมันสำเร็จรูป อาจได้รับผลกระทบมากที่สุด ในช่วง 9 เดือนที่ผ่าน การส่งออกของไทยไปยังกัมพูชามีมูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นเพียง 1.04% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย ในขณะที่การนำเข้าจากกัมพูชาอยู่ที่ 43 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเท่ากับ 0.05%ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของไทย
สำหรับสินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังกัมพูชาในช่วง 9 เดือน ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป 118 ล้านดอลลาร์หรือ 3.12% ของการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปทั้งหมด,น้ำตาล 116 ล้านดอลลาร์ หรือ 8.72% ของการส่งออกน้ำตาลทั้งหมด และซีเมนต์ 66 ล้านดอลลาร์หรือ 14.73% ของการส่งออกซีเมนต์ทั้งหมด
“บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย อาจได้รับผลกระทบเล็กน้อยโดยคาดว่าจะกระทบกำไรปี 2553 ไม่เกิน 1% ของกำไรสุทธิ ไมว่าจะเป็นบริษัทปูนซิเมนต์ไทย บริษัทน้ำตาลขอนแก่น บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ ส่วนบริษัทไทยคมซึ่งมีธุรกิจบริการโทรศัพท์มือถือในกัมพูชา โดยมีรายได้จากธุรกิจในกัมพูชาประมาณ 10% ของรายได้รวมของบริษัท โดยคาดว่าจะ เริ่มรับรู้รายได้ในปีหน้า ให้แก่บริษัทประมาณ 50-55 ล้านบาท”
นายจำรูญ ชินธรรมมิตร์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท น้ำตาลขอนแก่นกล่าวว่า บริษัทมีการลงทุนในประเทศกัมพูชา เป็นโรงงานผลิตน้ำตาลขนาด 6 พันต้นอ้อยต่อวัน ที่เกาะกง ซึ่งเริ่มดำเนินการผลิตเป็นครั้งแรกภายในสิ้นปีนี้ กรณีความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น มองว่าเป็นปัญหาทางการเมือง ซึ่งไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการลงทุน แต่บริษัทก็ได้ติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลไทยทุกเรื่อง หากรัฐจะให้บริษัทดึงคนงานกลับก็พร้อม แต่จะต้องพิจารณาถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจะมีผู้รับผิดชอบหรือไม่
“ปัญหาที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นปัญหาทาการเมืองมากกว่าการลงทุน แต่บริษัทไม่นิ่งเฉยได้มีการติดต่อสอบถามไปยังรัฐบาลกัมพูชาว่าจะดำเนินการอย่างไร รวมทั้งในฝั่งรัฐบาลไทยบริษัทสอบถามเช่นกันเพื่อที่จะได้เตรียมความพร้อมรับมือ และบริษัทก็พร้อมทำทุกอย่าง แต่ต้องมีคนรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น และรัฐบาลจะรับผิดชอบได้หรือไม่หากต้องดึงคนงานกลับประเทศ”
นายจำรูญ กล่าวว่า ปัจจุบันมีโรงงานผลิตน้ำตาลรวม 6 แห่ง อยู่ในประเทศไทยเป็น 4 แห่ง และอีก 2 แห่ง ตั้งอยู่ที่ประเทศลาว และกัมพูชา มีปริมาณอ้อยที่ใช้ในการผลิตรวม 3 ล้านตันต่อปี สำหรับโรงงานผลิตน้ำตาลของบริษัท บริหารโดยบริษัทน้ำตาลเกาะกง ซึ่งบริษัทน้ำตาลขอนแก่นถือหุ้นในสัดส่วน 50% ขณะเดียวกันบริษัทมีไร่อ้อยพื้นที่สัมปทาน 1.25 แสนไร่ มีมูลค่าเงินลงทุนโครงการรวม 2 พันล้านบาท โดยแหล่งเงินทุนมาจากการกู้สถาบันการเงินทั้งหมด ซึ่งทำให้บริษัทจะมีภาระดอกเบี้ยจ่ายปีละประมาณ 30-40 ล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าภายในปีนี้ จะรับรู้รายได้จากโครงการดักล่าวงวดแรกประมาณ 15 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ปีหน้าคาดว่าจะรับรู้ประมาณ 30 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ กรณีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอาจจะมีผลกระทบกับราคาหุ้นของบริษัท เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าบริษัทจะได้รับความเสียหายหรือไม่ ส่งผลให้ราคาหุ้นอ่อนตัวลง แต่ในฐานะผู้บริหารยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบ เนื่องจากยังไม่ได้มีการรับรู้รายได้ แต่จะเริ่มสิ้นปี ขณะเดียวกันการรับรู้ของกำไรในโครงการนี้มีสัดส่วนที่ไม่ถึง 5%ของกำไรสุทธิรวม
สำหรับภาพรวมของผลประกอบการของบริษัทในปีนี้ยังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากราคาน้ำตาลยังยืนในระดับสูง และภาพรวมรายได้ในปี 2553 บริษัทคาดว่าจะมีรายได้เติบโตได้ 10-20% เนื่องจาโรงงานผลิตน้ำตาลของบริษัทจะสามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิตทั้งหมด และเชือว่าแนวโน้มราคาน้ำตาลก็ยังอยู่สูง เพราะความต้องการใช้ยังเติบโตได้ดี
ด้านบทวิเคราะห์สถาบันวิจัยนครหลวงไทย แนะเก็งกำไรหุ้นไทยคม มูลมูลค่าเหมาะสม 8.70บาท เนื่องจากเหตุการณ์ไม่สงบในประเทศกัมพูชาที่เคยทำให้เกิดความเสียหายต่อบริษัทย่อยของ ไทยคมแต่ได้รับการชดเชยค่าเสียหายทั้งหมดเนื่องจากบริษัทได้ทำประกันภัยทรัพย์สินไว้ สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้ถือว่าเป็นประเด็นการฑูตระหว่างไทยและกัมพูชา จึงคาดว่าไม่น่าจะทำให้เกิดกระแสต่อต้านกับบริษัทไทยในกัมพูชา
บริษัทไทยคม มีธุรกิจให้บริการโทรศัพท์ในประเทศกัมพูชา ภายใต้ชื่อบริษัท Mfone ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Shennington ที่ไทยคมถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 51% มีจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์ทั้งที่เป็นโทรศัพท์บ้านและโทรศัพท์เคลื่อนที่รวม 9.47 แสนราย หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 26.6% มีจำนวนสถานีฐานกว่า 1,007 แห่งกระจายอยู่ในหลายจังหวัดในประเทศกัมพูชา และ มีสินทรัพย์อยู่ในประเทศกัมพูชาคิดเป็นมูลค่า 2.07 แสนดอลลาร์ หรือประมาณ 7.5 ล้านบาท และผลประกอบการของ Mfone มีกำไรสุทธิรวม 2.2 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 70 ล้านบาท
นายเจริญ จันทร์พลังศรี กรรมการ บริษัท ไทยโพลีคอนส์ กล่าวว่า บริษัทได้รับงานก่อสร้างโรงพยาบาลให้กับบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ ในการสร้างโรงพยาบาลกรุงเทพกัมพูชา มูลค่าลงทุน 10-15 ล้านดอลลาร์ ขณะนี้ก่อสร้างไปแล้วกว่า 80% และคาดว่าจะสามารถก่อสร้างได้ตามเป้าหมาย โดยโรงพยาบาลดังกล่าวจะเปิดให้บริการประมาณกลางปี 2553 สำหรับผลกระทบของความขัดแย้ง ขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมตลอดเวลา ซึ่งบริษัทพร้อมจะอพยพคนงานออจากพื้นที่
“ความเสียหายต่อการลงทุนบริษัทคงไม่ได้รับผลกระทบเท่าใด และยังไม่เห็นว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้น แต่เราก็พร้อม โครงการดังกล่าวก่อสร้างมาแล้วประมาณ 80%ใกล้เสร็จแล้ว บริษัทมีเจ้าหน้าที่เป็นคนไทยประมาณ 20 คน ส่วนคนงานเป็นคนในพื้นที่ การอพยพคงไม่ลำบากอย่างไรก็ตามเหตุการที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งที่ไม่น่าจะเกิดความรุนแรง”นายเจริญ กล่าว
www.bangkokbiznews.com (on Nov 9th, 2009)
คำถามท้ายบท 3 ข้อ
1. ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา มีผลหระทบต่อการลงทุนอย่างไร?
2. ถ้าเกิดคุณเป็นรัฐบาลไทย คุณจะมีวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่างไร?
3. คุณมีความคิดเห็นอย่างกับหัวข้อข่าวนี้?
วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)