วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ส่งออกไทยโตได้จริง ความเชื่อมั่น ธ.ค.พุ่งสูงสุดรอบ4ปี

จัดทำบทความโดย

4902100016น.ส.รัชนีกร สุภโรจนี

ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมธ.ค.52แตะ 113.6 สูงสุดรอบเกือบ 4 ปีสอดรับส่งออกธ.ค.โต 26% แนวโน้มคำสั่งซื้อต่างประเทศยังโตต่อเนื่องมั่นใจทั้งปีโต 14-15% ส่งผลภาคการผลิตเริ่มขาดแรงงานแล้ว 4-5 แสนคนจ่อเสนอรัฐจดทะเบียนรับแรงงานต่างด้าวเพิ่ม ผวาปิดสุวรณภูมิฉุดเชื่อมั่นดิ่ง นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทยเดือนธ.ค.52 ที่ได้จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,132 ตัวอย่าง ครอบคลุม 39 กลุ่มอุตสาหกรรมของส.อ.ท.ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯอยู่ที่113.6 ซึ่งสูงสุดในรอบ44 เดือนหรือเกือบ 4 ปี และปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนพ.ย.52 ที่ 104.7 ซึ่งค่าดัชนีปรับตัวเกิน 100 เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน นับตั้งแต่เดือนต.ค.52 “ดัชนีฯที่สูงสะท้อนกับภาพการส่งออกเดือนธ.ค.52ที่มีการขยายตัว 26% สูงสุดรอบปี ขณะที่คำสั่งซื้อจากต่างประเทศยังมีเพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่องดังนั้นปี 53 คาดว่าการส่งออกจะมีโอกาสขยายตัวได้ในระดับ 14-15% “ นายสันติกล่าว สำหรับปัจจัยที่เอกชนมีความกังวลที่เป็นปัจจัยภายนอก คืออัตราแลกเปลี่ยนที่หลายประเทศเริ่มมีความไม่แน่นอนว่าจะมีนโยบายดลค่าเงินบาทหรือไม่หลังจากเริ่มมีการลดแล้วในบางประเทศ ขณะที่ค่าเงินบาทไทยยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง ราคาน้ำมันที่เริ่มขยับสูงทีอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตที่เพิ่มได้ ส่วนปัจจัยในประเทศสิ่งที่กังวลมากคือกรณีกลุ่มคนเสื้อแดงจะชุมนุมบริเวณหน้าสนามบินสุวรรณภูมิสัปดาห์หน้าที่จะกระทบกับธุรกิจท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นที่รุนแรงจึงหวังว่าการชุมนุมจะไม่นำไปสู่ความรุนแรงจนถึงขั้นปิดสนามบินเช่นที่ผ่านมา ขณะเดียวกันกรณีการแก้ไขปัญหามาบตาพุก็ต้องการให้ชัดเจนโดยเร็วที่สุด นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธานสายแรงงานส.อ.ท.กล่าวว่า จากคำสั่งซื้อที่กลับเข้ามาส่งผลให้ขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมที่เป็นสมาชิกส.อ.ท.เกือบทั้งหมดระบุว่าเริ่มประสบปัญหาภาวะการขาดแคลนแรงงานในระดับอาชีวะ และช่างฝีมือ รวมแล้วประมาณ 4-5 แสนคนโดยเฉพาะแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอจะขาดมากสุดราว 1-2แสนคนรองลงมาเป็นประเภทอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เกือบ 5 หมื่นคน ซึ่งหากภาคการส่งออกมีการขยายตัวต่อเนื่องปัญหาการขาดแคลนแรงงานจะหนักขึ้น ทั้งนี้หากปัญหาแรงงานมีเพิ่มขึ้นอาจจะต้องมีการเสนอรัฐบาลในการเพิ่มการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวอีกจากปัจจุบันที่เปิดให้อยู่ระดับ 1 ล้านคนขณะที่ความต้องการแรงงานต่างด้าวขณะนี้จะมีสูงถึงเกือบ 2 ล้านคนและยังไม่รวมกับแรงงานต่างด้าวที่เป็นลักษณะใต้ดินคือไม่ถูกต้องตามกฏหมายที่ขณะนี้มีอยู่ในระบบอีกจำนวนหนึ่ง “ ระบบการศึกษาไทยเราเสนอมาช้านานแต่ก็ไร้การแก้ไขว่าควรจะเน้นระดับอาชีวะ กรณีการเรียนฟรียิ่งทำให้แรงงานขาดใหญ่เพราะเด็กจะไปเรียนแต่กลับไปเรียนระดับปริญญาตรีที่เพิ่มขึ้น ส่วนโครงการต่างๆที่รัฐช่วยเหลือแรงงานตกงานที่ผ่านมาก็มีส่วนทำให้แรงงานไม่กลับเข้าสู่ระบบประกอบกับภาคเกษตรราคาดีแรงงานที่กลับไปต่างจังหวัดส่วนหนึ่งก็ไม่กลับเข้ามาในภาคอุตสาหกรรม”นายทวีกิจกล่าว นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ส.อ.ท.กล่าวว่า ยอดประมาณการการผลิตรถยนต์ในเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 มีจำนวน 385,693 คัน เปรียบเทียบกับยอดผลิตจริงเดือนตุลาคม - ธันวาคม 2552 ซึ่งมีจำนวน 347,750 คัน เพิ่มขึ้น 37,943 คัน หรือ 10.91 %
แหล่งที่มาhttp://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9530000008697

คำถาม
1. อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คาดว่ามีการขยายตัวของการส่งออกมากขึ้น จงอธิบาย
2. สาเหตุที่ทำให้ภาคเอกชนยังมีความกังวลเกี่ยวกับการส่งออกมีปัจจัยใดบ้าง และปัจจัยนั้นได้แก่อะไร
3. หากภาคการส่งออกมีการเติบโตมากขึ้น จะทำให้เกิดผลกระทบในด้านใด จงอธิบาย

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553

โบรกคาดหุ้นโยงกัมพูชากระทบกำไรไม่ถึง1%

จัดทำบทความโดย นายสมรรถพล ปุญญาอิศวะ เลขทะเบียน 4902100030

โบรกคาดหุ้นโยงกัมพูชากระทบกำไรไม่ถึง1%
ราคาหุ้น 5 บจ.ที่ทำธุรกิจในกัมพูชาไม่กระเทือน ราคารูดไม่แรง น้ำตาลขอนแก่นแชมป์ทรุด 2.99%ขณะที่ปูนใหญ่-รพ.กรุงเทพ-ไทยคม-สามารถ อ่อนตัวเล็กน้อย ด้านโบรกเกอร์ประเมิน การส่งออกซีเมนต์ น้ำตาล และน้ำมันสำเร็จรูป อาจได้รับผลกระทบมากที่สุด เหตุมูลค่าส่งออกไปกัมพูชาคิดเป็น 1.04%ของการส่งออกทั้งหมด แต่จะมีผลต่อกำไรปี 53แห่งละไม่เกิน 1%
สำรวจความเคลื่อนไหวราคาหุ้นบริษัทที่ทำธุรกิจในประเทศกัมพูชา หลังเกิดความขัดแย้งระหว่างกัมพูชากับไทย ส่วนใหญ่ราคาหุ้นไม่ได้มีผลต่อข่าวเท่าใด โดยบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ราคาหุ้นยังปรับตัวในแดนบวก บริษัทน้ำตาลขอนแก่น ที่ลงทุนเพาะปลุกอ้อยและโรงงานน้ำตาลในเกาะกง ราคาลดลงเล็กน้อย เช่นเดียวกับบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ บริษัทไทยคม และบริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น
นักวิเคราะห์ บล.พัฒนสิน กล่าวว่า ผลกระทบจากกรณีดังกล่าวจะมีผลจำกัดต่อเศรษฐกิจไทย และธุรกิจของบริษัทไทย เนื่องจากไทยมีมูลค่าการค้ากับกัมพูชาต่ำ โดยมีมูลค่าส่งออกไปกัมพูชาเพียง 1.04% ของมูลค่าการส่งออก
ขณะที่ไทยมีการนำเข้าจากกัมพูชาเพียง 0.05% ของการนำเข้าทั้งหมด และบริษัทไทยมีการลงทุนในกัมพูชาไม่มาก
สำหรับผลกระทบต่อการค้าไม่รุนแรงในกรณีสถานการณ์แย่ลง ซึ่งไทยไม่ใช่ตลาดส่งออกสำคัญแต่เป็นแหล่งนำเข้าสำคัญของกัมพูชา ในปีช่วง 2 ปีก่อน มูลค่าการค้าของกัมพูชาอยู่ที่ 7.78 พันล้านดอลลาร์ นำเข้า 4.42 พันล้านดอลลาร์, ส่งออก 3.36 พันล้านดอลลาร์ ตลาดหลักของสินค้าส่งออกของกัมพูชา 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐ 60.8%, แคนาดา 6.32% และอังกฤษ 4.72% ในขณะที่ไทยเป็นตลาดส่งออกลำดับที่ 16 อยู่ที่ 0.41% ในขณะเดียวกันประเทศที่เป็นแหล่งนำเข้าสินค้าของกัมพูชา ได้แก่ เวียดนาม 22.35%, ไทย 15.25% และไต้หวัน 7.62%
ทั้งนี้ การส่งออกซีเมนต์ น้ำตาล และน้ำมันสำเร็จรูป อาจได้รับผลกระทบมากที่สุด ในช่วง 9 เดือนที่ผ่าน การส่งออกของไทยไปยังกัมพูชามีมูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นเพียง 1.04% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย ในขณะที่การนำเข้าจากกัมพูชาอยู่ที่ 43 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเท่ากับ 0.05%ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของไทย
สำหรับสินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังกัมพูชาในช่วง 9 เดือน ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป 118 ล้านดอลลาร์หรือ 3.12% ของการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปทั้งหมด,น้ำตาล 116 ล้านดอลลาร์ หรือ 8.72% ของการส่งออกน้ำตาลทั้งหมด และซีเมนต์ 66 ล้านดอลลาร์หรือ 14.73% ของการส่งออกซีเมนต์ทั้งหมด
“บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย อาจได้รับผลกระทบเล็กน้อยโดยคาดว่าจะกระทบกำไรปี 2553 ไม่เกิน 1% ของกำไรสุทธิ ไมว่าจะเป็นบริษัทปูนซิเมนต์ไทย บริษัทน้ำตาลขอนแก่น บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ ส่วนบริษัทไทยคมซึ่งมีธุรกิจบริการโทรศัพท์มือถือในกัมพูชา โดยมีรายได้จากธุรกิจในกัมพูชาประมาณ 10% ของรายได้รวมของบริษัท โดยคาดว่าจะ เริ่มรับรู้รายได้ในปีหน้า ให้แก่บริษัทประมาณ 50-55 ล้านบาท”
นายจำรูญ ชินธรรมมิตร์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท น้ำตาลขอนแก่นกล่าวว่า บริษัทมีการลงทุนในประเทศกัมพูชา เป็นโรงงานผลิตน้ำตาลขนาด 6 พันต้นอ้อยต่อวัน ที่เกาะกง ซึ่งเริ่มดำเนินการผลิตเป็นครั้งแรกภายในสิ้นปีนี้ กรณีความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น มองว่าเป็นปัญหาทางการเมือง ซึ่งไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการลงทุน แต่บริษัทก็ได้ติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลไทยทุกเรื่อง หากรัฐจะให้บริษัทดึงคนงานกลับก็พร้อม แต่จะต้องพิจารณาถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจะมีผู้รับผิดชอบหรือไม่
“ปัญหาที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นปัญหาทาการเมืองมากกว่าการลงทุน แต่บริษัทไม่นิ่งเฉยได้มีการติดต่อสอบถามไปยังรัฐบาลกัมพูชาว่าจะดำเนินการอย่างไร รวมทั้งในฝั่งรัฐบาลไทยบริษัทสอบถามเช่นกันเพื่อที่จะได้เตรียมความพร้อมรับมือ และบริษัทก็พร้อมทำทุกอย่าง แต่ต้องมีคนรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น และรัฐบาลจะรับผิดชอบได้หรือไม่หากต้องดึงคนงานกลับประเทศ”
นายจำรูญ กล่าวว่า ปัจจุบันมีโรงงานผลิตน้ำตาลรวม 6 แห่ง อยู่ในประเทศไทยเป็น 4 แห่ง และอีก 2 แห่ง ตั้งอยู่ที่ประเทศลาว และกัมพูชา มีปริมาณอ้อยที่ใช้ในการผลิตรวม 3 ล้านตันต่อปี สำหรับโรงงานผลิตน้ำตาลของบริษัท บริหารโดยบริษัทน้ำตาลเกาะกง ซึ่งบริษัทน้ำตาลขอนแก่นถือหุ้นในสัดส่วน 50% ขณะเดียวกันบริษัทมีไร่อ้อยพื้นที่สัมปทาน 1.25 แสนไร่ มีมูลค่าเงินลงทุนโครงการรวม 2 พันล้านบาท โดยแหล่งเงินทุนมาจากการกู้สถาบันการเงินทั้งหมด ซึ่งทำให้บริษัทจะมีภาระดอกเบี้ยจ่ายปีละประมาณ 30-40 ล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าภายในปีนี้ จะรับรู้รายได้จากโครงการดักล่าวงวดแรกประมาณ 15 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ปีหน้าคาดว่าจะรับรู้ประมาณ 30 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ กรณีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอาจจะมีผลกระทบกับราคาหุ้นของบริษัท เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าบริษัทจะได้รับความเสียหายหรือไม่ ส่งผลให้ราคาหุ้นอ่อนตัวลง แต่ในฐานะผู้บริหารยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบ เนื่องจากยังไม่ได้มีการรับรู้รายได้ แต่จะเริ่มสิ้นปี ขณะเดียวกันการรับรู้ของกำไรในโครงการนี้มีสัดส่วนที่ไม่ถึง 5%ของกำไรสุทธิรวม
สำหรับภาพรวมของผลประกอบการของบริษัทในปีนี้ยังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากราคาน้ำตาลยังยืนในระดับสูง และภาพรวมรายได้ในปี 2553 บริษัทคาดว่าจะมีรายได้เติบโตได้ 10-20% เนื่องจาโรงงานผลิตน้ำตาลของบริษัทจะสามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิตทั้งหมด และเชือว่าแนวโน้มราคาน้ำตาลก็ยังอยู่สูง เพราะความต้องการใช้ยังเติบโตได้ดี
ด้านบทวิเคราะห์สถาบันวิจัยนครหลวงไทย แนะเก็งกำไรหุ้นไทยคม มูลมูลค่าเหมาะสม 8.70บาท เนื่องจากเหตุการณ์ไม่สงบในประเทศกัมพูชาที่เคยทำให้เกิดความเสียหายต่อบริษัทย่อยของ ไทยคมแต่ได้รับการชดเชยค่าเสียหายทั้งหมดเนื่องจากบริษัทได้ทำประกันภัยทรัพย์สินไว้ สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้ถือว่าเป็นประเด็นการฑูตระหว่างไทยและกัมพูชา จึงคาดว่าไม่น่าจะทำให้เกิดกระแสต่อต้านกับบริษัทไทยในกัมพูชา
บริษัทไทยคม มีธุรกิจให้บริการโทรศัพท์ในประเทศกัมพูชา ภายใต้ชื่อบริษัท Mfone ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Shennington ที่ไทยคมถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 51% มีจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์ทั้งที่เป็นโทรศัพท์บ้านและโทรศัพท์เคลื่อนที่รวม 9.47 แสนราย หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 26.6% มีจำนวนสถานีฐานกว่า 1,007 แห่งกระจายอยู่ในหลายจังหวัดในประเทศกัมพูชา และ มีสินทรัพย์อยู่ในประเทศกัมพูชาคิดเป็นมูลค่า 2.07 แสนดอลลาร์ หรือประมาณ 7.5 ล้านบาท และผลประกอบการของ Mfone มีกำไรสุทธิรวม 2.2 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 70 ล้านบาท
นายเจริญ จันทร์พลังศรี กรรมการ บริษัท ไทยโพลีคอนส์ กล่าวว่า บริษัทได้รับงานก่อสร้างโรงพยาบาลให้กับบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ ในการสร้างโรงพยาบาลกรุงเทพกัมพูชา มูลค่าลงทุน 10-15 ล้านดอลลาร์ ขณะนี้ก่อสร้างไปแล้วกว่า 80% และคาดว่าจะสามารถก่อสร้างได้ตามเป้าหมาย โดยโรงพยาบาลดังกล่าวจะเปิดให้บริการประมาณกลางปี 2553 สำหรับผลกระทบของความขัดแย้ง ขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมตลอดเวลา ซึ่งบริษัทพร้อมจะอพยพคนงานออจากพื้นที่
“ความเสียหายต่อการลงทุนบริษัทคงไม่ได้รับผลกระทบเท่าใด และยังไม่เห็นว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้น แต่เราก็พร้อม โครงการดังกล่าวก่อสร้างมาแล้วประมาณ 80%ใกล้เสร็จแล้ว บริษัทมีเจ้าหน้าที่เป็นคนไทยประมาณ 20 คน ส่วนคนงานเป็นคนในพื้นที่ การอพยพคงไม่ลำบากอย่างไรก็ตามเหตุการที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งที่ไม่น่าจะเกิดความรุนแรง”นายเจริญ กล่าว
www.bangkokbiznews.com (on Nov 9th, 2009)







คำถามท้ายบท 3 ข้อ
1. ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา มีผลหระทบต่อการลงทุนอย่างไร?
2. ถ้าเกิดคุณเป็นรัฐบาลไทย คุณจะมีวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่างไร?
3. คุณมีความคิดเห็นอย่างกับหัวข้อข่าวนี้?

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ไทย-พม่าฟื้นความสัมพันธ์การค้า-ลงทุน

จัดทำบทความโดย น.ส.รัชนีกร สุภโรจนี เลขทะเบียน 4902100016
ไทย-พม่าฟื้นความสัมพันธ์การค้า-ลงทุน นัดประชุมเจทีซีครั้งที่ 5 ไตรมาสแรกปีหน้า หลังทิ้งช่วงนานกว่า 5 ปี พร้อมเล็งตั้งสภาธุรกิจไทย-พม่า หวังเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสองประเทศ ร่วมมือเมกะโปรเจ็กต์แห่งศตรวรรษ "ท่าเรือน้ำลึกทะวาย ถนนไฮเวย์กาญจนบุรี-ทะวาย"

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือข้อราชการกับรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ของพม่า ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศพม่า ระหว่างวันที่ 8-13 ธันวาคม 2552 ว่าผลการเจรจามีความสำเร็จในหลายประการ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ตะวันตกที่ประเทศไทยมุ่งกระชับความสัมพันธ์กับพม่าเพื่อสร้างโอกาสการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวทั้งนี้วันที่ 9 ธันวาคม 2552 ซึ่งเป็นวันแรกของการเจรจา ที่มีขึ้นที่เมืองเนย์ปิตอว์ เมืองหลวงแห่งใหม่ของพม่า ได้มีการเจรจาหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงก่อสร้าง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงขนส่งทางรถไฟ ผลการเจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะฟื้นความสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุนระหว่างกัน โดยจะจัดให้มีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมทางการค้า (JTC)ไทย-พม่า ครั้งที่ 5 ขึ้นในช่วงไตรมาสแรกปีหน้า ที่ประเทศไทย หลังจากที่ทั้งสองประเทศได้ว่างเว้นการประชุม JTC มานานกว่า 5 ปี เพราะมีการประชุมครั้งสุดท้ายคือครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2546 ณ กรุงย่างกุ้ง นอกจากนี้ยังเห็นพ้องให้มีการจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-พม่า ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสหพันธ์หอการค้าและอุตสาหกรรมพม่ากับ 3 สถาบันเอกชนของไทย ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ทั้งนี้การจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-พม่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสแรกของปีหน้าเช่นเดียวกันส่วนผลหารือกับรัฐมนตรีอีก 3 กระทรวง ได้แก่กระทรวงคมนาคม กระทรวงการขนส่งทางรถไฟ กระทรวงก่อสร้าง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องการสร้างเกตเวย์ใหม่ ได้แก่ โครงการความร่วมมือไทย-พม่าสร้างท่าเรือน้ำลึกทะวาย สร้างถนนไฮเวย์ และทางรถไฟ กาญจนบุรี-ทะวาย ทั้ง 3 กระทรวงยืนยันจะเดินหน้าให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นเมกะโปรเจ็กต์แห่งศตวรรษ"เชื่อว่าความร่วมมือและความสัมพันธ์ทางการค้าของทั้งสองประเทศจะเป็นประโยชน์ต่อกันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะปี 2558 ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีมีผลบังคับใช้ทุกประเทศในอาเซียนลดภาษีการค้าระหว่างกันลงเป็น 0% จะทำให้การค้าการลงทุนมีความสะดวกราบรื่นขึ้น"นายอลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า การประชุมเจทีซี ที่จะมีขึ้นไตรมาสแรกของปีหน้าจะเสนอให้พม่ายกเลิกมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าทางชายแดน (Border Trade) 15 รายการ ได้แก่ ผงชูรส น้ำหวานและเครื่องดื่ม ขนมปังกรอบทุกชนิด หมากฝรั่ง ขนมเค้ก ขนมเวเฟอร์ ช็อกโกแลต อาหารกระป๋อง (เนื้อสัตว์และผลไม้) เส้นหมี่และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เหล้า เบียร์ บุหรี่ ผลไม้สดทุกชนิด ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ในครัวเรือนและของใช้ส่วนตัวทุกชนิด และสินค้าอื่นๆ ที่ถูกควบคุมการนำเข้าโดยกฎหมายปัจจุบันนอกจากนี้จะเสนอให้พม่ายกเลิกมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าทางเรือ (Normal Trade/Oversea Trade) 14 รายการ เหมือนมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าทางชายแดน ยกเว้นผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ในครัวเรือนและของใช้ส่วนตัวทุกชนิด ยกเลิกการห้ามส่งออกสินค้าสำคัญ 32 รายการ ภายใต้ระบบการค้าชายแดน และ 31 รายการ ภายใต้ระบบการค้าปกติ ได้แก่ ข้าว ปลายข้าว รำ น้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลดิบ ถั่วลิสงและน้ำมันถั่วลิสง งาและน้ำมันงา เมล็ดNigerและน้ำมัน เมล็ดมัสตาร์ดและน้ำมัน เมล็ดทานตะวันและน้ำมัน กากพืชน้ำมันทุกชนิด ฝ้ายและผลิตภัณฑ์จากฝ้าย น้ำมันปิโตรเลียม อัญมณี ทองคำ หยก ไข่มุก เพชร ดีบุก ตะกั่ว วุลแฟรม ส่วนผสมดีบุกและซีไลต์ เงิน ทองแดง สังกะสี ถ่านหิน โลหะ อื่นๆ งาช้าง ช้าง ม้า วัว ควายและสัตว์สงวน หนังสัตว์ เปลือกกุ้งป่น อาวุธและเครื่อง กระสุน วัตถุโบราณ ยางพารา สำหรับสินค้าที่ห้ามส่งออกภายใต้ระบบการค้าชายแดนเพิ่มไม้สักอีกหนึ่งรายการ การนำเข้าสินค้าดังกล่าวต้องขนส่งทางเรือจากท่าเรือที่ย่างกุ้ง ซึ่งต้องขนส่งระยะทางไกลและมีต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้น




http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=15936:2009-12-11-10-19-21&catid=87:2009-02-08-11-23-26&Itemid=423


คำถาม

1. JTC คืออะไร
2. การเห็นพ้องให้มีการจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-พม่า ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสหพันธ์หอการค้าและอุตสาหกรรมพม่า กับ 3 สถาบันเอกชนของไทย ได้แก่สถาบันใดบ้าง
3. การสร้างเกตเวย์ใหม่ได้แก่ โครงการใดบ้าง

วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เศรษฐกิจ ต.ค.52 ขยายตัวชะลอ-แรงกระตุ้นจากรัฐแผ่ว

จัดทำบทความโดย นางสาว ทิพย์พิมล ธนตฤณชาติ เลขทะเบียน 5001103001


แบงก์ชาติ ปรับขึ้นเพิ่มจีดีพี 52-53 หลังเศรษฐกิจโลกฟื้น
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินผลกระทบมาบตาพุดต่อเศรษฐกิจไทยปีหน้าที่ 0.5% ชี้เศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นเร็ว ทำให้ธปท.ปรับขึ้นประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2553 เป็นขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.3% -5.3%

นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายนโยบายการเงิน แถลงข่าวรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อ ฉบับล่าสุด เดือนตุลาคม โดย ธปท.ได้ปรับขึ้นประมาณการตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2552 และปี 2553 เนื่องจากปัจจัยที่ดีขึ้น 3 ประการหลักคือ 1.การฟื้นตัวของเศรษฐกิจของเศรษฐกิจโลกที่เห็นชัดขึ้น ทำให้ธปท.ได้ปรับประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในการประมาณการครั้งนี้สูง ขึ้นกว่าการประมาณการครั้งที่ผ่านมา โดยปีนี้ปรับเพิ่มขึ้น 1.2% และในปีหน้าเพิ่มขึ้น 1% ซึ่งส่งผลดีต่อการส่งออกของไทยในปีไตรมาสที่ 4 และปีหน้าประการที่ 2 การใช้จ่าย และการลงทุนของภาครัฐในระยะต่อไปยังเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การฟื้นตัวของ เศรษฐกิจไทยเกิดขึ้นต่อเนื่อง
สำหรับปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจที่ดีขึ้นประการที่ 3 คือ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจสะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นดีขึ้น ขณะที่การใช้จ่าย และการลงทุนภาคเอกชนที่ดีขึ้นกว่าที่คาดไว้ ทำให้ ธปท.ปรับขึ้นประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจปีนี้ เป็นติดลบ 2.5% ถึงติดลบ 3.5% จากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะติดลบ 3% ถึงติดลบ 4.5% และปรับขึ้นประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2553 เป็นขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.3% -5.3% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 3%-5%
ทั้งนี้ การปรับตัวที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจและราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อ และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย โดย ธปท.ปรับเพิ่มประมาณการแนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2552 จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ติดลบ 1.5% จนถึง 0% เป็นติดลบ1.5% ถึง 0.5% และคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีหน้าอยู่ที่ 3.5-5.5% การปรับขึ้นประมาณการอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปีนี้ เป็นตัวเลขไม่ติดลบ อยู่ที่ 0-0.5% จากเดิมคาดว่าจะติดลบ 0.5 ถึง 0.5% ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจต่ำกว่า ประมาณการได้ค่อนข้างมาก ใน 3 กรณี กรณีแรก คือ ความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความเสี่ยงที่จะฟื้นตัว ช้า จากปัญหาในภาคแรงงาน ภาคการเงินที่ยังมีความอ่อนแอ และราคาน้ำมันโลกที่จะสูงขึ้น กรณีที่ 2 คือ การเบิกจ่ายของรัฐบาลอาจจะไม่ได้ตามเป้าหมาย โดยในปีงบประมาณที่ผ่านมา รัฐบาลก็เบิกจ่ายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย ส่วนกรณีที่ 3 คือ ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น ทั้งความไม่แน่นอนทางการเมือง และกรณีของความไม่แน่นอนในการลงทุน จากการระงับโครงการลงทุนในพื้นที่มาบตาพุด
“ธปท.มองว่า กรณีมาบตาพุด จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้ามากกว่าในปีนี้ที่เหลือเพียงไตรมาสที่ 4 ไตรมาสเดียว โดยแบ่งผลกระทบเป็น 2 ระยะคือ ผลกระทบต่อการลงทุนในปีหน้าที่มาจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง และทำให้การตัดสินใจลงทุนใหม่ชะงัก ส่วนนี้ ธปท.ประเมินว่าจะกระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจให้ลดลง 0.2% จากการลงทุนใหม่ที่ลดลง 1% ขณะที่ผลกระทบในส่วนโครงการที่ลงทุนแล้ว โดยประเมินจากรายได้ สุทธิ การจ้างงาน และการบริโภคที่จะเกิดขึ้นจาก 75 โครงการที่ถูกระงับ หากการลงทุนจริงเลื่อนออกไป 1 ปี จะกระทบให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยปีหน้าลดลงอีก 0.3% ทำให้ภาพรวมผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีหน้าจากกรณีมาบตาพุด กระทบจีดีพีทั้งหมด 0.5% และหากรัฐบาลไม่สามารถที่แก้ไขปัญหามาบตาพุดได้อย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ยืดเยื้อไม่มีความชัดเจน ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นก็อาจจะกระทบกับตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจที่ ธปท.ประเมินไว้ในครั้งนี้มากขึ้นก็เป็นได้” นายไพบูลย์ กล่าว

ที่มาhttp://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=2bc7f523-76b0-4adf-b49a-42e322358fb1คำ

คำถามมท้ายบท
1.การตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2552 และปี 2553 เนื่องจากปัจจัยที่ดีขึ้น 3 ประการหลักคือ
2.ประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2553 เป็นขยายตัวเพิ่ม ใด
3.มองว่า กรณีมาบตาพุด จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้ามากกว่าในปีนี้ที่เหลือเพียงไตรมาสที่ 4 ไตรมาสเดียว โดยแบ่งผลกระทบเป็น 2 ระยะคือ อะไรบ้าง

วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2552

อัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ของเฟด

จัดทำบทความโดย เลขทะเบียน นายวีรวัฒน์ นิลน้อย

อัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ของเฟด
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานการประชุมประจำวันที่ 3-4 พ.ย. โดยคณะกรรมการเฟดยอมรับว่าอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ของเฟดอาจก่อให้เกิดการเก็งกำไรที่รุนแรงในตลาดการเงิน และอาจขัดขวางเป้าหมายเงินเฟ้อต่ำของเฟด
"คณะกรรมการเฟดบางคนมองว่าอาจเกิดผลกระทบด้านลบที่เกิดจากการคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำและจากการที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำไปอีกระยะหนึ่งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคณะกรรมการมองว่าสภาวะดังกล่าวอาจทำให้ตลาดการเงินตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกกดดันจากกระแสเก็งกำไร และจะทำให้เศรษฐกิจทั้งระบบเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อในที่สุด" รายงานการประชุมของเฟดระบุ
ในการประชุมเฟดครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 3-4 พ.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการกำหนดนโยบายของเฟด (เอฟโอเอ็มซี) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (fed funds rate) ที่ระดับ 0 - 0.25% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมกับย้ำว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปอีกระยะหนึ่ง และระบุว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้
ทั้งนี้ เฟดกล่าวว่า การที่คณะกรรมการเฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่กรอบ 0 - 0.25% นั้นมีเป้าหมายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้น โดยข้อมูลที่เฟดรวบรวมได้บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงขยายตัวต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีบางภูมิภาคที่เศรษฐกิจยังคงซบเซาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และเนื่องจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้นแล้ว คณะกรรมการเฟดยังเห็นชอบที่จะลดวงเงินในการเข้าซื้อหลักทรัพย์ที่มีสัญญาจำนองค้ำประกันของหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ให้เหลือเพียง 1.75 แสนล้านดอลลาร์ จากเดิมที่ 2 แสนล้านดอลลาร์
เบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟดให้คำมั่นสัญญาว่า จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้น พร้อมกับกล่าวว่าแม้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น แต่ตัวเลขเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เฟดตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปอีกระยะหนึ่ง นอกจากนี้ เบอร์นันเก้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะยังคงขยายตัวในปีหน้า แต่เตือนว่าจะมีปัจจัยลบหลายด้านเข้ามาขัดขวางกระบวนการฟื้นตัว รวมถึงอัตราว่างงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลให้ภาคครัวเรือนจะลดการใช้จ่าย และยังทำให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ยากขึ้น
อย่างไรก็ตาม รายงานการประชุมในครั้งนี้ คณะกรรมการเฟดได้ปรับลดคาดการณ์อัตราว่างงานในปี 2553 และ 2554 โดยคาดว่าอัตราว่างงานจะลดลงสู่ช่วง 9.3 - 9.7% ซึ่งลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 9.5 - 9.8%
บลูมเบิร์กรายงานว่า การเปิดเผยรายงานการประชุมของเฟดมีขึ้นหลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ประมาณการตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3 ครั้งที่สอง โดยระบุว่าจีดีพีขยายตัวเพียง 2.8% ต่อปี เมื่อเทียบกับการประมาณการครั้งก่อนที่ระบุว่าขยายตัว 3.5% ซึ่งบ่งชี้ว่าการฟื้นตัวของสหรัฐเป็นไปอย่างล่าช้า หลังจากยอดขาดดุลการค้าพุ่งขึ้นรุนแรง
ทั้งนี้ ยอดขาดดุลการค้าของสหรัฐในเดือนก.ย.พุ่งขึ้นสูงเกินคาดถึง 18.2% แตะที่ 3.65 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการขยายตัวมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.2542 และมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ระดับ 3.17 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ยอดขาดดุลการค้าปรับตัวสูงขึ้นในเดือนก.ย.คือ ราคาน้ำมันในต่างประเทศที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบหนึ่งปี
www.mtsgold.co.th/th/news/financial/ 25 พฤศจิกายน 2552

คำถามท้ายบท 3 ข้อ
1. หัวข้อข่าวนี้มีใจความสำคัญอย่างไร?
2. จีดีพี คืออะไร?
3. ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีการฟื้นตัวขึ้นมา คุณคิดว่าอัตราคนว่างงานจะน้อยลงหรือไม่ อย่างไร

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

คลังไม่ห่วงสถานะการคลัง มั่นใจไทยเข็มแข็งดันจีดีพีปีหน้าโต 3%

จัดทำบทความโดย นายสมรรถพล ปุญญาอิศวะ เลขทะเบียน 4902100030

คลังไม่ห่วงสถานะการคลัง มั่นใจไทยเข็มแข็งดันจีดีพีปีหน้าโต 3%

ภาระหนี้สาธารณะ และปริมาณการขาดดุลงบประมาณได้ พร้อมยืนยันมาตรการไทยเข้มแข็งช่วยดันเศรษฐกิจปีหน้าโต 3 เปอร์เซ็นต์นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่าไม่กังวลต่อฐานะทางการคลังของประเทศ แม้ว่าการกู้เงินเพื่อนำมาใช้ในมาตรการไทยเข้มแข็ง เพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจจะทำให้ระดับหนี้สาธารณะสูงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี ในอนาคต เพราะถือเป็นระดับที่ได้ประมาณการให้สอดคล้องกับรายได้ของประเทศที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตไว้แล้ว นอกจากนี้ระดับการขาดดุลงบประมาณประจำปี 2553 ยังอยู่ในระดับ 3.5 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นยังไม่ถึง 7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับที่อาจกระทบต่อสถานะการคลังของประเทศ อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะกำกับดูแลรายจ่ายประจำของภาครัฐไม่ให้เบิกจ่ายเกินกว่ากรอบที่กำหนดไว้เพื่อไม่ให้กระทบต่อฐานะการคลังในอนาคต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บอกด้วยว่าสิ่งที่จำเป็นในระยะต่อไป คือการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2553 ให้ได้ตามเป้าที่วางไว้ที่ 80-85 เปอร์เซ็นต์ จากวงเงินกู้ในมาตรการไทยเข็มแข็งประมาณ 300,000 ล้านบาท และวงเงินงบประมาณประจำปี 1.7 ล้านล้านบาท หากทำได้ตามเป้าจะผลักดันให้ภาคการลงทุนของเอกชนฟื้นตัว และจะช่วยให้เศรษฐกิจในปี 2553 ขยายตัวได้ 3 เปอร์เซ็นต์

www.krobkruakao.com (on Nov 9th, 2009)


คำถามท้ายบท 3 ข้อ
1. จีดีพี คืออะไร?
2. คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยตอนนี้?
3. คุณคิดว่าการกู้เงินจะทำให้เศรษฐกิจของไทยฟื้นตัวได้หรือไม่?

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

จัดทำบทความโดย นางสาว ทิพย์พิมล ธนตฤณชาติ เลขทะเบียน 5001103001






เรื่อง บริหารการเงิน เพื่อชีวิตที่พอเพียง




หลักการใช้ชีวิตแบบพอเพียงที่ทำได้ง่ายๆ คือการรู้จักบริหารการเงินของตัวเอง มีน้อย ใช้น้อย และรู้จักพอ อีกทั้งต้องรู้จักมีวินัยในการใช้จ่ายเพื่อชีวิตและอนาคตอันมั่นคง




เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย



การเพิ่มรายได้สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การลงทุนทำมาค้าขาย หาอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ โดยอาจต้องลงทั้งทุน ลงทั้งแรง หรือศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อเป้าหมายในการเพิ่ม เงินเดือน หรือหาโอกาสก้าวหน้าขึ้นในอนาคต โดยรายได้ในแต่ละเดือนของครอบครัว ควรจัดสรรใช้จ่ายอย่างเหมาะสม เช่น ค่าที่อยู่อาศัย ไม่ควรให้มีการผ่อนชำระเกิน 30% ของรายได้ครอบครัว หรือถ้าจะก่อหนี้เงินกู้เพื่อซื้อรถยนต์ ก็ไม่ควรให้มีภาระการผ่อนชำระเกิน 15% ของรายได้ครอบครัว นอกจากนั้น ค่าอาหารแบ่งใช้ไป 25% ค่าเนื้อผ้าและค่าเดินทาง 10% ค่าสาธารณูปโภค 5% ค่ารักษาพยาบาล 5% และที่สำคัญอย่าลืมเก็บเงินออมหรือเงินทุน 5-10% ของรายได้ต่อครอบครัว




ฉลาดซื้อ ฉลาดใช้




การลดรายจ่าย คือการฉลาดใช้สิ่งของต่างๆ รอบตัวให้เกิดประโยชน์สูงสุด และต้องฉลาดซื้อด้วยเลือกซื้อแต่สินค้าที่คุ้มค่าคุ้มประโยชน์ และฉลาดใช้ด้วยการรักษาสิ่งของต่างๆ ให้คงอยู่ในสภาพที่เหมาะกับการใช้งานได้นานๆ รวมถึงการประหยัดค่าใช้จ่ายจำพวก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ที่สำคัญคือการฉลาดใช้ชีวิต ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง สมบูรณ์ เพราะการเจ็บป่วย ย่อมนำไปสู่ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น




วางแผนเกษียณอายุ



เพราะเราไม่ได้มีแรงทำงานไปตลอดชีวิต เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ต้องหยุดทำงาน ดังนั้น การวางแผนการเงินในช่วงเกษียณอายุการทำงานจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การหาระยะเวลาแห่งช่วงชีวิต ปัจจุบันนี้มนุษย์มีอายุเฉลี่ยอยู่ได้ถึง 72-75 ปี และด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ปัจจุบัน ทำให้มนุษย์มีอายุนานขึ้น ซึ่งอาจบวกเพิ่มได้ถึง 20 ปีจากค่าเฉลี่ยนั้น สิ่งที่ควรคำนึงในการเก็บเงินเพื่ออายุช่วงเกษียณคือระดับเงินเฟ้อ ที่มีแนวโน้มหรือคาดว่าน่าจะเป็นไปในช่วงเวลาของการเกษียณอายุ ซึ่งอาจทำให้เงินออมที่คุณหามาด้วยความยากลำบากในแต่ละปี ด้อยค่าลงอย่างช่วยไม่ได้ ดังนั้นเราต้องการเงินประมาณ 70-75% ของรายได้ก่อนการเกษียณอายุ เพื่อเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายยามเกษียณอายุ โดยเฉพาะ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพที่จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อเราแก่ตัวลง โดยจำนวนเงินนี้อาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวิถีหรือไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน




บันทึกค่าใช้จ่าย



เคยคิดบ้างไหม ว่าทำไมเงินที่หามาทั้งเดือนหมดไปอย่างรวดเร็ว สาเหตุก็คือ เพราะเราขาดความยับยั้งชั่งใจใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น ขาดการวางแผนการใช้เงินที่ดี มารู้ตัวอีกทีก็ไม่มีจะจ่ายแล้ว หากอยากปรับเปลี่ยนการใช้จ่ายให้รัดกุมกว่าเดิม วิธีง่ายที่สุดคือต้องบันทึกค่าใช้จ่ายทุกบาท ทุกสตางค์ ที่จ่ายออกไปในแต่ละวัน หมั่นสร้างหลักฐานเตือนตัวเองให้เห็นว่าในแต่ละเดือนมีค่าใช่จ่ายอะไรบ้างที่จำเป็น และไม่จำเป็น เพื่อจะได้รู้ว่าค่าใช้จ่ายสิ่งไหนควรตัดทิ้งไปในเดือนต่อไป




บริหารเงินออม




สุดท้ายเมื่อคุณสามารถบริหารรายได้ และค่าใช้จ่ายของคุณอย่างรัดกุมแล้ว เงินส่วนที่คุณเก็บได้คือเงินออม โดยอาจนำไปฝากธนาคาร ซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิต หรือนำไปลงทุน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากว่าเงินเฟ้อที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หรือจะเพิ่มขึ้นในอนาคต นำเงินไปฝากธนาคาร คงเป็นวิธีบริหารเงินออมที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งผู้ออมจะได้รับดอกเบี้ยจากการฝากเงิน จำนวนดอกเบี้ยที่ได้รับก็ขึ้นอยู่กับประเภทของการฝาก เช่น เงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำ หรือเงินฝากกระแสรายวัน ผู้ออมควรเลือกประเภทเงินฝากให้เหมาะกับตัวเอง หากต้องการใช้เงินบ่อยครั้งต่อวัน ก็เลือกฝากเงินแบบออมทรัพย์ ซึ่งสามารถฝาก-ถอน ได้หลายครั้งต่อวัน ธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ยรายวัน แต่กรณีที่ต้องการดอกเบี้ยมากกว่าการฝากแบบออมทรัพย์ ผู้ออมสามารถเลือกฝากเงินแบบฝากประจำ ซึ่งมีระยะเวลาในการฝากต่างกัน เช่น 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน หรือฝากประจำรายเดือนยกเว้นภาษี แต่หากต้องการใช้เช็คในการสั่งจ่าย ก็สามารถใช้บริการแบบเงินฝากกระแสรายวัน หากใครที่ต้องการนำเงินไปลงทุน ก็ต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเอง อย่างการเปิดร้าน หรือลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่เลือกที่จะลงทนในตราสารทางการเงิน เช่นลงทุนในหุ้น ลงทุนในตราสารหนี้ หรือลงทุนในกองทุนรวม ดังนั้น อย่าลืมคำนึงถึงความเสี่ยงในการลงทุน และศึกษาให้ดีเสียก่อนที่จะตัดสินใจเริ่มลงทุน โดยหาข้อมูลได้จากสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือหาข้อมูลการลงทุนตราสารทางการเงินได้ที่สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย




ข้อมูล : คู่มือชีวิตพอเพียง ตามแนวพระราชดำริ



ที่มา ผู้จัดการออนไลน์




คำถามท้ายบท







  1. เราต้องประมาณการรายได้ กี่เปอร์เซ็น ก่อนการเกษียณอายุ



  2. การเก็บเงินออมหรือเงินทุนควรเก็บ กี่เปอร์เซ็นของรายได้ครอบครัว



  3. จากบทความท่านคิดว่าหัวข้อใดที่เหมาะกับตัวท่านมากที่สุด เพราะอะไร