วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

จัดทำบทความโดย นางสาว ทิพย์พิมล ธนตฤณชาติ เลขทะเบียน 5001103001






เรื่อง บริหารการเงิน เพื่อชีวิตที่พอเพียง




หลักการใช้ชีวิตแบบพอเพียงที่ทำได้ง่ายๆ คือการรู้จักบริหารการเงินของตัวเอง มีน้อย ใช้น้อย และรู้จักพอ อีกทั้งต้องรู้จักมีวินัยในการใช้จ่ายเพื่อชีวิตและอนาคตอันมั่นคง




เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย



การเพิ่มรายได้สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การลงทุนทำมาค้าขาย หาอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ โดยอาจต้องลงทั้งทุน ลงทั้งแรง หรือศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อเป้าหมายในการเพิ่ม เงินเดือน หรือหาโอกาสก้าวหน้าขึ้นในอนาคต โดยรายได้ในแต่ละเดือนของครอบครัว ควรจัดสรรใช้จ่ายอย่างเหมาะสม เช่น ค่าที่อยู่อาศัย ไม่ควรให้มีการผ่อนชำระเกิน 30% ของรายได้ครอบครัว หรือถ้าจะก่อหนี้เงินกู้เพื่อซื้อรถยนต์ ก็ไม่ควรให้มีภาระการผ่อนชำระเกิน 15% ของรายได้ครอบครัว นอกจากนั้น ค่าอาหารแบ่งใช้ไป 25% ค่าเนื้อผ้าและค่าเดินทาง 10% ค่าสาธารณูปโภค 5% ค่ารักษาพยาบาล 5% และที่สำคัญอย่าลืมเก็บเงินออมหรือเงินทุน 5-10% ของรายได้ต่อครอบครัว




ฉลาดซื้อ ฉลาดใช้




การลดรายจ่าย คือการฉลาดใช้สิ่งของต่างๆ รอบตัวให้เกิดประโยชน์สูงสุด และต้องฉลาดซื้อด้วยเลือกซื้อแต่สินค้าที่คุ้มค่าคุ้มประโยชน์ และฉลาดใช้ด้วยการรักษาสิ่งของต่างๆ ให้คงอยู่ในสภาพที่เหมาะกับการใช้งานได้นานๆ รวมถึงการประหยัดค่าใช้จ่ายจำพวก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ที่สำคัญคือการฉลาดใช้ชีวิต ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง สมบูรณ์ เพราะการเจ็บป่วย ย่อมนำไปสู่ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น




วางแผนเกษียณอายุ



เพราะเราไม่ได้มีแรงทำงานไปตลอดชีวิต เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ต้องหยุดทำงาน ดังนั้น การวางแผนการเงินในช่วงเกษียณอายุการทำงานจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การหาระยะเวลาแห่งช่วงชีวิต ปัจจุบันนี้มนุษย์มีอายุเฉลี่ยอยู่ได้ถึง 72-75 ปี และด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ปัจจุบัน ทำให้มนุษย์มีอายุนานขึ้น ซึ่งอาจบวกเพิ่มได้ถึง 20 ปีจากค่าเฉลี่ยนั้น สิ่งที่ควรคำนึงในการเก็บเงินเพื่ออายุช่วงเกษียณคือระดับเงินเฟ้อ ที่มีแนวโน้มหรือคาดว่าน่าจะเป็นไปในช่วงเวลาของการเกษียณอายุ ซึ่งอาจทำให้เงินออมที่คุณหามาด้วยความยากลำบากในแต่ละปี ด้อยค่าลงอย่างช่วยไม่ได้ ดังนั้นเราต้องการเงินประมาณ 70-75% ของรายได้ก่อนการเกษียณอายุ เพื่อเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายยามเกษียณอายุ โดยเฉพาะ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพที่จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อเราแก่ตัวลง โดยจำนวนเงินนี้อาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวิถีหรือไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน




บันทึกค่าใช้จ่าย



เคยคิดบ้างไหม ว่าทำไมเงินที่หามาทั้งเดือนหมดไปอย่างรวดเร็ว สาเหตุก็คือ เพราะเราขาดความยับยั้งชั่งใจใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น ขาดการวางแผนการใช้เงินที่ดี มารู้ตัวอีกทีก็ไม่มีจะจ่ายแล้ว หากอยากปรับเปลี่ยนการใช้จ่ายให้รัดกุมกว่าเดิม วิธีง่ายที่สุดคือต้องบันทึกค่าใช้จ่ายทุกบาท ทุกสตางค์ ที่จ่ายออกไปในแต่ละวัน หมั่นสร้างหลักฐานเตือนตัวเองให้เห็นว่าในแต่ละเดือนมีค่าใช่จ่ายอะไรบ้างที่จำเป็น และไม่จำเป็น เพื่อจะได้รู้ว่าค่าใช้จ่ายสิ่งไหนควรตัดทิ้งไปในเดือนต่อไป




บริหารเงินออม




สุดท้ายเมื่อคุณสามารถบริหารรายได้ และค่าใช้จ่ายของคุณอย่างรัดกุมแล้ว เงินส่วนที่คุณเก็บได้คือเงินออม โดยอาจนำไปฝากธนาคาร ซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิต หรือนำไปลงทุน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากว่าเงินเฟ้อที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หรือจะเพิ่มขึ้นในอนาคต นำเงินไปฝากธนาคาร คงเป็นวิธีบริหารเงินออมที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งผู้ออมจะได้รับดอกเบี้ยจากการฝากเงิน จำนวนดอกเบี้ยที่ได้รับก็ขึ้นอยู่กับประเภทของการฝาก เช่น เงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำ หรือเงินฝากกระแสรายวัน ผู้ออมควรเลือกประเภทเงินฝากให้เหมาะกับตัวเอง หากต้องการใช้เงินบ่อยครั้งต่อวัน ก็เลือกฝากเงินแบบออมทรัพย์ ซึ่งสามารถฝาก-ถอน ได้หลายครั้งต่อวัน ธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ยรายวัน แต่กรณีที่ต้องการดอกเบี้ยมากกว่าการฝากแบบออมทรัพย์ ผู้ออมสามารถเลือกฝากเงินแบบฝากประจำ ซึ่งมีระยะเวลาในการฝากต่างกัน เช่น 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน หรือฝากประจำรายเดือนยกเว้นภาษี แต่หากต้องการใช้เช็คในการสั่งจ่าย ก็สามารถใช้บริการแบบเงินฝากกระแสรายวัน หากใครที่ต้องการนำเงินไปลงทุน ก็ต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเอง อย่างการเปิดร้าน หรือลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่เลือกที่จะลงทนในตราสารทางการเงิน เช่นลงทุนในหุ้น ลงทุนในตราสารหนี้ หรือลงทุนในกองทุนรวม ดังนั้น อย่าลืมคำนึงถึงความเสี่ยงในการลงทุน และศึกษาให้ดีเสียก่อนที่จะตัดสินใจเริ่มลงทุน โดยหาข้อมูลได้จากสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือหาข้อมูลการลงทุนตราสารทางการเงินได้ที่สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย




ข้อมูล : คู่มือชีวิตพอเพียง ตามแนวพระราชดำริ



ที่มา ผู้จัดการออนไลน์




คำถามท้ายบท







  1. เราต้องประมาณการรายได้ กี่เปอร์เซ็น ก่อนการเกษียณอายุ



  2. การเก็บเงินออมหรือเงินทุนควรเก็บ กี่เปอร์เซ็นของรายได้ครอบครัว



  3. จากบทความท่านคิดว่าหัวข้อใดที่เหมาะกับตัวท่านมากที่สุด เพราะอะไร

7 ความคิดเห็น:

  1. คำตอบ คือ

    1.ต้องการเงินประมาณ 70-75% ของรายได้ก่อนการเกษียณอายุ เพื่อเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายยามเกษียณอายุ โดยเฉพาะ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพที่จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อเราแก่ตัวลง

    2.เก็บเงินออมหรือเงินทุน 5-10% ของรายได้ต่อครอบครัว

    3.การบริหารเงินออม เพราะถ้าเรามีการวางแผนการออมเงินที่ดี เราจะรู้ว่าเราควรจะใช้จ่ายเงินในสัดส่วนเท่าไหร่ เพื่อให้สามารถมีเงินออมอย่างที่เราตั้งไว้ และเพื่อเป็นการควบคุมพฤติกรรมของเราเองด้วย


    น.ส.โสรยา ทัศนพันธ์ เลขทะเบียน 4902100474

    ตอบลบ
  2. 1.ประมาณ 70-75% ของรายได้ก่อนการเกษียณอายุ
    2.5-10% ของรายได้ต่อครอบครัว
    3.การบริหารเงินออม เพราะถ้าเรามีการบริหารเงินออมที่ดี จะทำให้เรามีเงินออมไว้ใช้ในภายในภาคหน้า เมื่อยามเจ็บป่วยเราก็สามารถนำเงินที่ออมไว้เอามาใช้จ่ายได้ ยามที่เราขัดสนก็ไม่ต้องไปขอกู้ยืมเงินใคร

    นางสาววรัญญา จับแก้ว เลขทะเบียน 4902100321

    ตอบลบ
  3. คำตอบคือ
    1.เราต้องการเงินประมาณ 70-75% ของรายได้ก่อนการเกษียณอายุ เพื่อเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายยามเกษียณอายุ
    2.เก็บเงินออมหรือเงินทุน 5-10% ของรายได้ต่อครอบครัว
    3.การบริหารเงินออม เพราะถ้าเรามีการจัดเก็บเงินออมที่ดี จะทำให้เรามีเงินออมไว้ใช้ในตอนเกษียณอายุ

    นางสาวสิรินุช สมบัติวิชาธร เลขทะเบียน 5002100592

    ตอบลบ
  4. ถูก ต้องครบ สามคนแล้วค่ะ

    ตอบลบ
  5. 1.ประมาณ 70-75% ของรายได้ก่อนการเกษียณอายุ เพื่อเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายยามเกษียณอายุ โดยเฉพาะ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพที่จะเพิ่มมากขึ้น
    2.5-10% ของรายได้ต่อครอบครัว
    3.การบริหารเงินออม เพราะถ้าเรามีการจัดการเงินที่ดีใช้จ่ายอย่างเป็นระบบเราก็จะมีเงินใช้อย่างไม่ขัดสน

    นส.ทพัฒสร พลอยส่งศรี เลขทะเบียน4902100516

    ตอบลบ
  6. คำตอบ คือ

    1.ต้องการเงินประมาณ 70-75% ของรายได้ก่อนการเกษียณอายุ เพื่อเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายยามเกษียณอายุ โดยเฉพาะ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพที่จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อเราแก่ตัวลง

    2.เก็บเงินออมหรือเงินทุน 5-10% ของรายได้ต่อครอบครัว

    3.การบริหารเงินออม เพราะถ้าเรามีการวางแผนการออมเงินที่ดี เราจะรู้ว่าเราควรจะใช้จ่ายเงินในสัดส่วนเท่าไหร่ เพื่อให้สามารถมีเงินออมอย่างที่เราตั้งไว้ และเพื่อเป็นการควบคุมพฤติกรรมของเราเองด้วย
    นางสาวศิถยา งามสมเกล้า 4902100004

    ตอบลบ
  7. คำตอบ คือ

    1.ต้องการเงินประมาณ 70-75% ของรายได้ก่อนการเกษียณอายุ เพื่อเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายยามเกษียณอายุ โดยเฉพาะ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพที่จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อเราแก่ตัวลง

    2.เก็บเงินออมหรือเงินทุน 5-10% ของรายได้ต่อครอบครัว

    3.การบริหารเงินออม เพราะถ้าเรามีการวางแผนการออมเงินที่ดี เราจะรู้ว่าเราควรจะใช้จ่ายเงินในสัดส่วนเท่าไหร่ เพื่อให้สามารถมีเงินออมอย่างที่เราตั้งไว้ และเพื่อเป็นการควบคุมพฤติกรรมของเราเองด้วย
    นางสาวกนกพร สว่างผล 4902100007

    ตอบลบ